๋JESSIE J

posted on 04 Sep 2011 19:40 by ggiieeggiiee
 
JESSIE J
 
 
 
นักร้องสาวเชื้อสายอังกฤษ Jessie J กับอัลบั้มแรกของเธอ และนี่เป็นซิงเกิ้ลแรกที่จะมาเปิดตัวให้ชาวไทยได้ทึ่งไปกับลีลาของเธอ การันตีด้วยอันดับสองของ UK Single Chart และยอดชมเพลงนี้ใน Youtubeทะลุหลักล้านภายในสัปดาห์แรก Justin Timberlake ถึงกับออกปากว่าเธอผู้นี้เป็นนักร้องที่ดีที่สุดในเวลานี้ เธอเพิ่งได้รับรางวัล Critic’s Choice จาก Brit Awards เมื่อปีที่แล้ว และเธอผู้นี้นี่แหละที่เป็นคนแต่งเพลง Party In The USA ให้ Miley Cyrus ร้องจนโด่งดัง พร้อมหรือยังที่จะฟัง ลีลาการร้องที่ทั้งดุเด็ดเผ็ดมันส์และเซ็กซี่ของเธอผู้นี้
 
เธอคือสาวซ่าส์ เปรี้ยว เก๋ คาแรคเตอร์จัดจ้านเป็นตัวของตัวเองไม่เหมือนใคร แต่หน้าชีเหมือน Kelly Clarkson นะว่าไหม เอหรือเหมือน Lilly Allen ตอนน้ำหนักขึ้นดี ...? ชั่วโมงนี้ ถ้าคุณคือคอเพลงอิงไปทางฝั่งอังกฤษ รับรองว่าไม่มีใครไม่รู้จัก Jessie J แน่นอน กับอัลบั้มเปิดตัวที่คนทั้งโลกรอคอย Who You Are พร้อมซิงเกิ้ลฮิตที่ฟังครั้งแรกก็ติดหู ไม่ว่าจะ “Do It Like A Dude” หรือ “Price Tag” เพลงจังหวะโดนๆ ที่ได้แร็พเปอร์สุดฮ็อตของชั่วโมงนี้อย่าง B.O.B มาร่วม feat. ที่แน่ๆ คือซาวนด์ดนตรีสุดเดิร์นที่ไม่ควรพลาด!! 

"Jessie J หนึ่งในนักร้องที่มีเสียงร้องที่เยี่ยมยอดที่สุดเท่าที่ผมเคยสัมผัสมา เธอเป็นนักแต่งเพลงที่เจ๋ง แล้วยังร้องเพลงของตัวเองด้วย " - Dr. Luke พูดถึงเธอไว้อย่างงั้น Jessie J มีชื่อจริงว่า Jessica Cornish หลังจากโดนขุดคุ้ยอยู่นานจนเป็นที่รำคาญ เธอก็เลยทำเก๋ด้วยการยอมรับว่า ใช่ค่ะอิชั้นเป็นไบ หญิงยิ่งมัก ชายยิ่งเด็ดสะระตี่ แหมนะก็เล่นไปเจอะข่าวจากเพื่อนฝูงคนสนิทเธอดีนัก 
 
WinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWink
 
 

ทบทวนจ้า

posted on 21 Aug 2011 10:46 by ggiieeggiiee
คำถามทบทวน
 
1. มัลติมิเดีย คืออะไร เกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลอย่างไร
ตอบ คือ การนำเสนอข้อมูลหลายๆรูปแบบพร้อมๆกัน เพื่อส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจ ของผู้รับข้อมูล
การสร้างงานนำเสนอประเภทมัลติมีเดีย ผู้สร้างจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเป็นอย่างดี
 
2.การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์ดีกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์อย่างไร
ตอบ 1.มีการปฏิสัมพันธ์และตอบสนองต่อผู้รับข้อมูล
2.สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆกับผู้นำเสนอได้ทันที
3.นำเสนอข้อมูลได้หลายรูปแบบเช่น ตัวหนังสือ เสียง ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว
 
3.Micosoft Powerpoint สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดได้บ้าง
ตอบ นำเสนอข้อมูล รูปภาพ ภาพยนต์และเสียง และกำหนดกล่องข้อความหรือวัตถุให้เคลื่อนไหวได้
 
4.การเชื่อมโยงภายในและภายนอก micosoft Power Point แตกต่างกันอย่างไร
ตอบ การเชื่อมโยงภายใน คือการสร้างจุดเชื่อมโยงไปยังจุดอื่นๆ หรือไปยังภาพนิ่งอื่นๆ ในไฟล์เดียวกัน แต่การสร้างการเชื่อโยงภายนอกคือการเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลอื่นๆ นอกไฟล์งานนำเสนอ
 
 
5.นอกจากคอมพิวเตอร์แล้วยังมีเทคโนโลยีใดที่ช่วยส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลบ้าง
ตอบ โทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์มือถือ iPad
 
6.นักเรียนคิดว่าการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดสามารถทำได้ง่ายที่สุด เพราะเหตุใด
 ตอบ  การใช้โปรแกรม powerpoint เพราะ เป็นโปรแกรมที่ง่าย ไม่ซับซ้อน แถมยังใส่มัลติมีเดียต่างๆ เพื่อให้สื่อดูน่าสนใจได้อีกด้วย
 
7.การตกแต่งเพิ่มเติมด้วยแม่แบบใน Microsoft PowerPoint สามารถทำได้อย่างไร
 ตอบ สามารถออกแบบงานนำเสนอด้วยแม่แบบ เพื่อให้งานนำเสนอน่าสนใจ โดยการคลิกขวาบนพื้นที่ว่างแล้วเลือกออกแบบภาพนิ่ง จากนั้นเลือกใช้แม่แบบการออกแบบที่แถบเครื่องมือ
 
8.การกำหนดกล่องข้อความหรือวัตถุให้เคลื่อนไหวใน Microsoft PowerPoint สามารถตั้งค่าได้ที่ใด
 ตอบ คลิกเลือกกล่อง ข้อความหรือวัตถุนั้นๆ แล้วคลิกขวาเลือกการเคลื่อนไหวแบบกำหนดเอง แถบเครื่องมือจะเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหวแบบกำหนดเอง ให้เลือกคลิกที่เพิ่มลักษณะพิเศษ ตั้งค่าความเคลื่อนไหวที่ต้องการ ทดลองแสดงการเคลื่อนไหวด้วยการคลิกไอคอนเล่น

9.ยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่ใช่สำหรับนำเสนอข้อมูลตัวหนังสือหรือตัวอักษรมาอย่างน้อย 3 โปรแกรม

ตอบ Microsoft PowerPoint, Microsoft Word, Microsoft Excel

 

10.ถ้าไม่มีกล่องข้อความใน Microsoft PowerPoint จะสามารถสร้างงานนำเสนอข้อมูลได้หรือไม่ อย่างไร

 ตอบ  ได้ โดยสามารถทำได้โดยการนำเสนอในรูปแบบอื่นที่ไม่ไช่ตัวอักษร เช่น รูป เสียง วีดีโอ หรือโดยการใช้โปรแกรมอื่นร่วม 

11.เครื่องพิมพ์เป็นฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอข้อมูลด้วย Microsoft PowerPoint หรือไม่ อย่างไร

ตอบ ไม่จำเป็น เพราะนำเสนอผ่านมัลติมีเดียอื่น ๆได้ เช่น จอมอเตอร์ หรือสื่อแสดงภาพใดๆก็ได้ 

12. Microsoft Powerpoint สามารถแทรกรูปภาพ ภาพยนต์แลพเสียงได้หรือไม่ ถ้าได้มีวิธีการอย่างไร

ตอบ ไม่ เพราะ Microsoft Power Point ใช้สำหรับการนำเสนอผ่านจอมอนิเตอร์เป็นส่วนมาก

 
13.การนำเสนอด้วยข้อมูลแผนภูมิ แผนผังและกราฟดีกว่าการนำเสนอด้วยข้อมูลตัวหนังสือหรือตัวอักษรอย่างไร
ตอบ สามารถเข้าใจได้ง่ายกว่าการนำเสนอแบบตัวหนังสือหรือตัวอักษรเพราะเราสามารถดูจากภาพได้โดยที่ไม่ต้องอ่านเพียงแค่ใช้ความเข้าใจ เมื่อมีภาพประกอบจะทำให้ง่ายขึ้นมาก

14.การสร้างงานนำเสนอด้วย Microsoft PowerPoint สำหรับผู้รับข้อมูล20คนพร้อมกันจะต้องใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใดบ้าง

 ตอบ   ฮาร์ดแวร์ - โน๊ตบุ๊ค
 
โปรเจคเตอร์ , คอมพิวเตอร์         
 
ซอร์ฟแวร์ - Microsoft PowerPoint
 
15.ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบตัวหนังสือหรือตัวอักษร  รูปภาพหรือภาพนิ่ง แผนภูมิ กราฟ เสียง และภาพเคลื่อนไหวได้พร้อมกัน
ตอบ มัลติมีเดีย  โน๊ตบุ๊ค  โปรเจคเตอร์ 

 

edit @ 21 Aug 2011 10:55:59 by giegie

โปรแกรมภาษาปาสคาล

posted on 17 Aug 2011 20:36 by ggiieeggiiee

โปรแกรมภาษาปาสคาลPascal (ชื่อของ Blaise Pascal)

 ภาษาปาสคาลเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ชั้นสูงที่พัฒนาขึ้นโดย Niklaus Wirth และได้ตั้งชื่อว่าปาสคาล (Pascal) เพื่อให้เกียรติแก่นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ Blaise Pascal ภาษาปาสคาล พัฒนามาจากภาษา Algol โดยพัฒนาให้เป็นภาษาสำหรับฝึกหัดเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ภาษาปาสคาลจะมีลักษณะเป็นภาษาคอมพิวเตอร์แบบประมวลความหรือคอมไพเลอร์ (Compiler) เมื่อเทียบกับภาษาคอมพิวเตอร์ชั้นสูงอื่น ๆ จะพบว่าภาษาปาสคาลเป็นภาษาที่มีการวางระบบและจัดรูปแบบที่มีโครงสร้างแน่นอน ตายตัว จึงทำให้ภาษาปาสคาลเป็นภาษาที่เหมาะสำหรับการเขียนโปรแกรมโครงสร้าง (Structured Program) มากกว่าภาษาอื่น ๆ ที่ใช้กันอยู่จึงทำให้ได้รับความนิยมและนำมาประยุกต์ใช้งานต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย
1.1 โครงสร้างของโปรแกรมภาษาปาสคาล
โปรแกรมในภาษาปาสคาล แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ
1. ส่วนหัว (Heading) เป็นการประกาศชื่อของโปรแกรม ขึ้นต้นด้วยคำว่า PROGRAM ตามด้วยชื่อของโปรแกรม และจบบรรทัดด้วย ;รูปแบบPROGRAM ชื่อโปรแกรม (รายชื่ออุปกรณ์);
ตัวอย่าง
PROGRAM EXAM1;
PROGRAM EXAM1(INPUT,OUTPUT);
ข้อสังเกต ชื่ออุปกรณ์ คือ INPUT, OUTPUT หรือชื่อของไฟล์ที่เกี่ยวข้องภายในโปรแกรมถ้าไม่ระบุจะถือว่า INPUT เข้าทาง keyboard และ OUTPUT ออกทางจอภาพ
2. ส่วนข้อกำหนด (Declaration part) คือส่วนตั้งแต่ส่วนหัวไปจนถึงคำว่า BEGIN ของโปรแกรมหลัก และเป็นส่วนที่เรากำหนดค่าต่าง ๆ ดังนี้
2.1 VAR เป็นการกำหนดแบบของข้อมูลให้แก่ตัวแปร
รูปแบบ 
VAR รายชื่อตัวแปร : ประเภทของข้อมูล;
ตัวอย่าง
VAR I,J,K : INTEGER;
NAME : STRING;
SALARY : REAL;

2.2 TYPE เป็นการกำหนดแบบของข้อมูลขึ้นใหม่
รูปแบบ   TYPE ชื่อของแบบ = ประเภทหรือค่าของข้อมูล;
ตัวอย่าง
TYPE SCORE = INTEGER;
WEEK = (MON, TUE, WED, THU, FRI);
VAR TEST, MIDTERM, FINAL : SCORE;
DAY : WEEK;
จากตัวอย่างต้องประกาศชื่อแบบของตัวแปรก่อนแล้วจึงประกาศชื่อตัวแปรที่เป็นแบบ
2.3 CONST เป็นการกำหนดค่าคงที่
รูปแบบที่ 1   CONST รายชื่อค่าคงที่ = ค่าที่กำหนด;
รูปแบบที่ 2   CONST รายชื่อค่าคงที่ : ประเภทของข้อมูล = ค่าที่กำหนด;
ตัวอย่าง
CONST HEAD = ‘EXAMINATION’;
CONST A = 15;
CONST SALARY : REAL = 8000.00;

2.4 LABEL ใช้คู่กับคำสั่ง GOTO ภายในโปรแกรม
รูปแบบ LABEL รายชื่อของ LABEL;
ตัวอย่าง
LABEL 256,XXX;
เช่น GOTO 256; GOTO XXX;

3. ส่วนคำสั่งต่าง ๆ (Statement Part) เป็นส่วนสุดท้ายของโปรแกรม ขึ้นต้นด้วย “BEGIN” และปิดท้ายด้วย “END.”
ตัวอย่าง
BEGIN
Statement หรือคำสั่งต่าง ๆ ;
END.

1.2 ชื่อ (Identifier)
ชื่อ คือคำที่ตั้งขึ้นเพื่อกำหนดใช้เป็นชื่อของโปรแกรม โปรแกรมย่อย ตัวแปร แบบของตัวแปร และค่าคงที่
การตั้งชื่อ
1. ตัวอักขระ (character) ที่นำมาใช้ คือ ตัวอักษร ตัวเลข และ (_) Underline
2. จะนำเครื่องหมายใด ๆ มาใช้เป็นชื่อไม่ได้
3. ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร หรือขีดล่าง
4. ความยาวของชื่อไม่เกิน 30 ตัว แต่จะมีความหมายเพียง 8 ตัวแรกเท่านั้น

1.3 คำ (Word)
คำในภาษาปาสคาล แบ่งออกเป็น 2 พวก คือ
1. พวกที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ได้แก่ แบบของข้อมูล ตัวแปร และค่าคงที่
2. พวกที่เกี่ยวกับคำสั่ง ได้แก่ คำสงวน (Reserved word) คำมาตรฐาน (Standard word) คำใหม่ (User defined word)

1.4 ข้อมูล (Data)
ภาษาปาสคาล แบ่งประเภทของข้อมูลเป็น 4 แบบ คือ แบบมาตรฐาน แบบผู้เขียนโปรแกรมกำหนด แบบโครงสร้าง และแบบพอยน์เตอร์
แบบมาตรฐาน เป็นข้อมูลพื้นฐานที่ใช้ในโปรแกรมทั่ว ๆ ไป เป็นข้อมูลที่มีค่าเป็นลำดับที่มีค่ามากน้อยตามลำดับ แบ่งเป็น 5 ประเภท
1. Integer เป็นข้อมูลเลขจำนวนเต็ม
2. Real เป็นข้อมูลเลขจำนวนจริงมีทศนิยม
3. Character เป็นข้อมูลตัวอักษร
4. String เป็นข้อมูลของชุดตัวอักษร เช่น String [30] เป็นการะบุค่าของสตริงว่ามีขนาด 30 ตัวอักษร
5. Boolean เป็นข้อมูลที่มีค่าเป็นไปได้ 2 ค่า คือ เป็นจริง (true), เป็นเท็จ (false) ตัวดำเนินการ (operators) ที่ใช้ในภาษาปาสคาล ได้แก่
NOT ให้กลับค่าทางคณิตศาสตร์ของ Boolean เช่น Not true เป็น false
* ให้คูณเลขทางซ้ายกับเลขทางขวา
/ ให้หารโดยเลขทางซ้ายเป็นตัวตั้ง เลขทางขวาเป็นตัวหาร
DIV ให้หารแบบตัดเศษทิ้ง ใช้ได้เฉพาะเลขจำนวนเต็มคู่
MOD ให้หาเศษของการหาร ใช้ได้เฉพาะเลขจำนวนเต็มคู่
AND ให้ความเป็นจริง เมื่อทั้ง 2 กรณีเป็นจริงทั้งคู่
OR ให้ ความเป็นจริง เมื่อกรณีใดกรณีหนึ่งเป็นจริง เช่น (X MOD Y = 0) 0R (x-y = 0) ข้อความนี้เป็นจริงเมื่อ X หารด้วย Y ลงตัว หรือเมื่อ X-Y เป็นศูนย์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้ง 2 อย่าง
XOR ให้ ความเป็นจริง เมื่อกรณีใดกรณีหนึ่งเป็นจริงเท่านั้น เช่น (X MOD Y Y= 0) XOR(X-Y=0) ข้อความนี้เป็นจริงเมื่อ X หารด้วย Y ลงตัว หรือเมื่อ X-Y เป็น 0 อย่างใดอย่างหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน

     แบบ ผู้เขียน โปรแกรมกำหนดขึ้น ภาษาปาสคาลอนุญาตให้ผู้เขียนโปรแกรมกำหนดรูปแบบของข้อมูลขึ้นมาใช้งานเฉพาะ ภายในโปรแกรมได้เอง โดยการประกาศไว้ในคำสั่ง VAR หรือ TYPE แบ่งเป็น 2 แบบ
1. กำหนดแบบใหม่ เป็นการกำหนดรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อใช้เฉพาะโปรแกรมนั้น ๆ
ตัวอย่าง
TYPE color = (yellow,blue,red);
VAR dd = color;
ดังนั้น dd เป็นตัวแปรที่มีค่า 3 ค่า คือ yellow, blue, red

2. กำหนดช่วงของค่าข้อมูล เป็นการกำหนดช่วงของค่าของข้อมูลเฉพาะตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งที่ใช้ภายในโปรแกรม
ตัวอย่าง
TYPE NUM = 0..50;
VAR X : NUM;
ดังนั้น X จะเป็นตัวแปรที่มีค่าในช่วง 0 ถึง 50
     
     แบบโครงสร้าง เป็นการนำเอาข้อมูลแบบมาตรฐานหรือข้อมูลที่ผู้เขียนโปรแกรมกำหนดขึ้นมาจัด ให้มีระบบ มีโครงสร้างเพื่อใช้งานโดยเฉพาะ การจัดข้อมูลโครงสร้าง แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ ข้อมูล Array, set, record และ file
     แบบพอยน์เตอร์ เป็นข้อมูลที่เป็นดัชนีสำหรับระบุข้อมูลอื่น ๆ อีกครั้งหนึ่ง ข้อมูลแบบนี้จะซับซ้อน ค่าของข้อมูลแบบพอยน์เตอร์จะไม่เป็นตัวเลข, ตัวอักษร แต่จะมีค่าเป็น address ในหน่วยความจำ RAM ที่ข้อมูลถูกเก็บอยู่